มาถึงเอ็นทรีสุดท้ายของทริปนี้จนได้... ไชโย่!!!

สนามบินเจ้าเอ๋ย...

ถ้ามีในเอ็กซ์ทีนมีคณะกรรมการคอยตรวจการเขียนคอลัมน์ล่ะก็ เดี๊ยนคงได้รางวัล "ลำดับยอดแย่" เพราะสิ่งที่เดี๊ยนจะเล่าต่อไปนี้ เกิดก่อนและหลังสถานที่ต่อไปที่เดี๊ยนจะกล่าวถึง

ยกแรก... สนามบินสุวรรณภูมิค่ะ

การโหลดกระเป๋า การตรวจคนออกนอกเมือง ทุกอย่างไม่มีปัญหาเลยค่ะ แต่มีเรื่องฮาๆ เล็กน้อย ที่คิดว่าหลายๆ คนที่จะไปเมืองนอก อาจเอาเยี่ยงอย่างได้

คุณป้าเดี๊ยน... ต้มไข่ไป 10 ฟอง พร้อมด้วยน้ำพริกกระปุกเล็กๆ เมื่อกระเป๋าผ่านช่องเอ็กซเรย์ คุณเจ้าหน้าที่ก็เรียกตัวคุณป้าเดี๊ยนไว้

คุณเจ้าหน้าที่ "เอ่อ... (ถามอย่างเกรงอกเกรงใจ) ข้างในมีไข่ใช่รึเปล่าครับ"

คุณป้า "อ้อ... ใช่ค่ะ ไข่ แต่ต้มแล้วนะ ต้มสุกทั้ง 10 ใบเลย คนเฒ่าคนแก่ก็เงี้ยแหละค่ะ ไปเมืองนอกกินอยู่ยาก เลยต้มไข่ไปเผื่อกินอะไรไม่ได้"

แล้วคุณเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยคุณป้าไปพร้อมไข่ต้มครบทั้ง 10 ฟอง

ว่าแต่... คุณป้าคะ เมื่อกี้ยังเพิ่งบอกหนูไปหยกๆ ว่า "ป้ายังไม่แก่ ไปเที่ยวญี่ปุ่นแค่นี้สบายมาก"

ยกที่สอง... สนามบินนาริตะ

วันสุดท้ายที่กลับเมืองไทย หลังจากตรวจเอกสารต่างๆ และเดินผ่านจุดตรวจกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่อง... อ้าว เอ๊ะ? พี่เขยไม่ผ่าน เกิดอะไรขึ้น ลูกทัวร์พร้อมใจกันกวักมือเรียกเดี๊ยนให้มาคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็ถึงได้รู้ว่า พบสิ่งของต้องสงสัยในกระเป๋าเสื้อของพี่เขยเดี๊ยนค่ะ

ของสิ่งนั้นก็คือ... อุปกรณ์กอล์ฟ...

ใครเล่นกอล์ฟคงจะนึกออก มันเป็นแท่งชิ้นเล็กๆ คล้ายมีพับที่มีส่วนปลายเป็นโลหะ สำหรับแซะและปรับพื้นหญ้า แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทุกคนถามว่านี่คืออะไร

ตอนแรกพี่เขยบอกว่าราคาไม่แพง จะทิ้งไปก็ได้ แต่เดี๊ยนเห็นว่ากว่าจะขึ้นเครื่องก็อีกตั้ง 45 นาที ก็เลยวิ่งออกไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินใหม่อีกรอบ พนักงานก็หยิบสิ่งของเจ้าปัญหานั้นมาพิจารณาอย่างงงๆ แล้วหยิบคู่มือมาพลิกๆๆๆ อย่างเคร่งเครียดเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งของดังกล่าวสามารถขึ้นเครื่องไปกับพวกเราได้ แล้วก็หยิบกล่องใบใหญ่ (พอๆ กับกล่องเค้กเลยค่ะ) ขึ้นมาใส่เจ้าอุปกรณ์อันเล็กๆ นี่ (ไม่ได้บาลานซ์กันเล้ยยยย) จากนั้นก็ให้เดี๊ยนไปผ่านเครื่องตรวจกระเป๋าใหม่อีกรอบเพื่อแปะสติกเกอร์

แล้วเจ้าเครื่องแต่งหญ้านั่น ก็ได้เดินทางมาเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ

เป็นข้อคิดว่า ไม่ใช่แค่มีดนะคะ แต่อุปกรณ์ที่มีโลหะทั้งหลายซึ่งหากเข้าข่ายของมีคม หรือไม่มีคมแต่ดูแล้วไม่น่าไว้ใจ กรุณาแพ็คให้ดีและเก็บเข้ากระเป๋าเดินทางที่จะโหลดเถอะค่ะ อย่าเอาติดตัวเป็นอันขาด ส่วนของที่เป็นน้ำๆ หรือครีมๆ ทั้งหลาย ใส่ซองพลาสติกที่มีปากเป็นซิปแป๊ก (ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไรอ่ะ) ไว้ จะได้ไม่ต้องทิ้งของค่ะ (ข้อนี้หลายคนคงรู้ดีแหละเนอะ แต่คนที่ไม่ค่อยได้เที่ยวอาจไม่ทันนึกถึง หรือแม้แต่คนเที่ยวบ่อยบางคนก็อาจหลงลืมได้เหมือนกันค่ะ)

 

ทะเลสาบคาวากุจิโคะ... กับฟูจิขี้อาย

วันก่อนวันกลับ เหลือเวลาว่างอีกหนึ่งวันค่ะ พี่สาวเดี๊ยนอยากเห็นภูเขาไฟฟูจิ จึงคิดแผนตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่า จะไปชิสึโอกะ...

แล้ว... ไปไหนดีล่ะในชิสึโอกะ ให้เห็นวิวที่มีฟูจิ... โดยเฉพาะในฤดูที่ไม่รู้ว่าท้องฟ้าจะเป็นใจให้เมื่อไหร่

สุดท้ายก็จองตั๋วชินคันเซ็นไปมิชิมะเพื่อต่อรถไฟท้องถิ่นไปชุเซ็นจินิจิโนะซาโตะซึ่งว่ากันว่ามีสวนดอกไม้หลากหลายประเภท เรียกว่า ไม่เห็นฟูจิแต่เห็นดอกไม้ก็ยังดี

แต่แล้ว... ขณะเดี๊ยนกำลังเดินทางด้วยรถไฟในโตเกียวนั้นเอง ก็เห็นป้ายโฆษณาเทศกาลทุ่งซากุระที่จังหวัดยามานาชิ ภาพในป้ายดึงดูดใจมากค่ะ เพราะเป็นท้องทุ่งสีม่วงสลับชมพู มีฟูจิซันเป็นเงาอยู่ด้านหลัง ปรายตามองวัน ก็พบว่ากว่าจะเลิกก็ตั้งเดือนมิถุนาแน่ะ เราจึงเปลี่ยนแผนจากชุเซ็นจิฯ เป็นยามานาชิแทน

และ... จากเหตุการณ์อินเตอร์เน็ตในเอนทรีที่แล้วนั่นแหละค่ะ ทำให้เดี๊ยนไม่ได้เช็คข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาลนี้ให้รอบคอบ (โทษเอาดื้อๆ ก็แหม... เพราะบทสนทนานั่นทำให้เดี๊ยนลืมหมดเลยว่าจะเช็คอะไรต่อ คิดแต่ว่าไปถามนายสถานีเอาก็ได้ โดยหารู้ไม่ว่า... มันมีข้อมูลอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าข้อมูลที่จะถามนายสถานีซะอีก!!!)

เรื่องวิธีเดินทางน่ะหรือคะ โฮะๆ ชิลๆ หลงกันเป็นอาจิณอยู่แล้ว แต่...

พวกเดี๊ยนก็พาซื่อค่ะ นั่งรถไฟจากชินจูกุสายจูโอเซ็นตกคิว (เดี๊ยนไม่ได้เขียนผิดค่ะ มันอ่านว่า "ตกคิว" จริงๆ) อาสึสะไคจิเป็นสาย JR เส้นจูโอด่วนพิเศษอาสึสะไคจิ มีชานชาลาเป็นของตัวเอง อยู่คนละชานชาลากับสายจูโอธรรมดานะคะ อย่าขึ้นผิด หากท่านมี JR Rail Pass ก็ขึ้นโลด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มในตอนนี้ ไปลงที่สถานีโอตสึคิ (Otsuki) แล้วต่อรถไฟท้องถิ่นสายฟุจิซันคิวโคเซ็นตกคิว "ฟุจิซันตกคิว"

คนที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น คงพอจะคุ้นๆ เส้นทางนี้ชิมิเคอะ...

ใช่แล้วค่ะ มันคือเส้นทางเดียวกับที่จะไปฟุจิคิวไฮแลนด์นั่นเอง โฮะๆๆๆ

แต่งานนี้ไม่ได้ไปลงสถานีฟุจิคิวไฮแลนด์นะคะ อย่าเผลอ... ไม่ใช่เห็นรางรถไฟเหาะขนาดมหึมาแล้วคึก กระโดดลงทันทีแบบเดี๊ยน เอ๊ย... ไม่ค่ะ เดี๊ยนไม่ถึงขนาดนั้น แค่หันไปทำตาละห้อยกับคุณป้าที่นั่งข้างๆ แล้วรำพึงรำพันว่า "หนูอยากเล่นอันนั้นง่า..."

สถานีที่จะไปลงอยู่สุดสายค่ะ ชื่อว่าสถานีคาวากุจิโคะ

จริงๆ ระหว่างทางที่นั่งรถไฟสายนี้ สองข้างทางมีซากุระบานยืนต้อนรับอยู่

ถ่ายมาระหว่างทางค่ะ

แง้ๆๆๆ หนูจาลงสถานีนี้ง่า ฮือๆๆๆ

พอไปถึงที่นั่นก็พุ่งเข้าหาพนักงานขายตั๋วทันทีว่าเราอยากไปที่นี่ต่อ ต้องขึ้นรถคันไหน

พนักงานขายตั๋วก็ตอบกลับมาทันใด... "มันยังไม่เปิดเลยอีหนู..."

O.O" จ๋อยเด่วกำลังสอง... อุตส่าห์ดั้นด้นมา น้ำตาแทบไหลพราก... รู้งี้โดดลงตรงสวนสนุกก็ดี

เรื่องของเรื่องก็คือ เพราะเป็นโฆษณาที่เห็นขณะเดินทาง เลยไม่ได้ดูรายละเอียดชัดๆ ว่ามันจัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษา (แต่วันนั้นวันที่ 16 เมษา) เดี๊ยนดันมองแค่วันสุดท้าย ด้วยใจนึกว่าป่านนี้ซากุระจะโรยไปหมดรึยัง มากกว่าที่จะสงสัยว่ามันบานรึยัง

และก็ได้เจอคุณพี่คนไทยสามีภรรยาคู่หนึ่งค่ะ ทั้งคู่ตั้งใจว่าจะมาดูภูเขาไฟฟูจิซักครั้งเช่นกัน ก็เลยหาทางไปฟูจิซันระดับ 5 คุยกันนิดหน่อย ก็ได้ความว่าหน้านี้ไม่มีรถบัส ต้องไปรถแท็กซี่ ด้วยความที่ยึดอุดมการณ์แรกเริ่มของพี่สาวเดี๊ยน คือชีอยากเห็นฟูจิซัน ก็เลยคิดว่าดีเหมือนกันนะ ลองไปที่เดียวกับพวกเขาดูดีกว่า เดี๊ยนเลยถามรายละเอียดจากคุณพนักงานอีกรอบ และก็ได้คำตอบ "นั่นก็ยังปิดอยู่ล่ะจ้า"

=_=" มันยังเหลืออะไรให้ตรูเที่ยวอีกล่ะเนี่ย

สุดท้าย... พวกเดี๊ยน 6 คน กับสองสามีภรรยา ก็เลยรวมคณะทัวร์เป็นกรุ๊ปเดียวกันชั่วคราว ไปไหนไปด้วย...

หยิบโบรชัวร์ขึ้นมา แล้วเปิดคร่าวๆ ลองชี้ไอ้ที่น่าสนใจดู พนักงานก็แนะนำให้ขึ้นลูปบัส

ลูปบัสจากสถานีคาวากุจิโคะมี 2 เส้นทางนะคะ เส้นแรกแล่นเลีบยทะเลสาบคาวากุจิโคะไปทางตอนเหนือของส่วนอีกเส้นหนึ่งแล่นเลียบทะเลสาบไปทางตะวันตก เส้นทางตะวันตกมีสถานที่ให้เที่ยวมากกว่าค่ะ แต่ถ้าอยากเห็นฟูจิซันต้องขึ้นลูปบัสเส้นทางเหนือ

พี่สาวเดี๊ยนแค่อยากเห็นฟูจิซันเท่านั้น บวกกับมีไอเดียว่าจะไปเดินชินจูกุกันตอนเย็น เราจึงตัดสินใจไปดูแต่ภูเขาไฟกันอย่างเดียวค่ะ

ต้องขอบคุณพนักงานขับรถผู้ใจดีจริงๆ ค่ะ ตอนแรกเดี๊ยนขึ้นอีกสายเพราะเห็นที่เที่ยวเยอะ แต่คุยไปคุยมา พนักงานก็บอกว่า ถ้าอยากเห็นภูเขาไฟฟูจิต้องที่สวนสาธารณะซันนีเดย์โคเอ็นซึ่งต้องไปคนละสาย

พวกเดี๊ยนก็เลยเปลี่ยนรถกัน ก่อนจะขึ้นคันใหม่ ก็แวะซดโซบะอุด้งกันตรงป้ายที่เปลี่ยนรถนั่นแหละค่ะ

จุ๊ๆๆ เดี๊ยนมีตาลายอธิบายเมนูผิดด้วยนะเออ...

เนื่องจากเมนูอุด้งโซบะร้านนั้นมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ไม่มีภาพค่ะ เดี๊ยนเลยต้องตั้งสติแล้วอธิบายว่าแต่ละอย่างคืออะไรให้ลูกทัวร์ฟัง แอบคิดในใจว่า ถ้ามันมาแบบคิตสึเนะ... ทสึคิมิ... เดี๊ยนยังพอถูไถ แต่ถ้ามาเป็นชื่ออื่นล่ะก็ เดี๊ยนตายสถานเดียว อารมณ์ประมาณไปกินก๋วยเตี่ยวร้านดู๋ดี๋ เจอชื่อที่ไม่มีวัตถุดิบแล้วอึ้งกิมกี่ ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกทีนั่นแหละค่ะ

แต่โชคดีค่ะ ที่มันไม่ใช่อย่างนั้น เมนูร้านนี้วิเคราะห์ง่ายๆ มีคันจิ 2 ตัวอยู่ข้างหน้าซึ่งเดี๊ยนไม่เข้าใจความหมาย คงเป็นชื่อร้านมั้ง และตามด้วย... ชิคุวะเท็นโซบะ ชิคุวะเท็นอุด้ง (คือโซบะอุด้งที่ใส่เท็มปุระชิคุวะอ่ะค่ะ) และอื่นๆ ซึ่งเดี๊ยนจำไม่ได้ และด้วยความหิวจนตาลายนั้นเอง...

คาคิเท็นโซบะ... คาคิเท็นอุด้ง...

"โซบะ / อุด้งใส่หอยนางรม (คาคิ) ทอดค่ะ" เดี๊ยนแปลเมนูให้อย่างฉะฉานละลานตา

อืม... ฟังดูน่ากินดี มีเนื้อมีหนัง และแล้วลูกทัวร์เดี๊ยน (รวมทั้งเดี๊ยนด้วย) ก็สั่งมาทั้งหมด 3 คน

และเมื่ออาหารมาเสิร์ฟ... ทุกคนกินไปคุยไปไม่ได้คิดอะไรมาก กระทั่ง... เดี๊ยนกินไปได้ครึ่งท้อง เริ่มนึกขึ้นได้... ไหนล่ะคาคิ (หอยนางรม) ???

เมื่อพิจารณาดูดีๆ มันมีแต่ผักสีส้มๆ... สักพักเดี๊ยนจึงนึกขึ้นได้ อุ๊ยตาย... ทำไมตัวเองสะเหร่อขนาดนี้ "คาคิ" ที่ว่าไม่ใช่หอยนางรม แต่เป็นคาคิที่แปลว่า "ลูกพลับ" ต่างหาก

เท็มปุระลูกพลับ =_="

...ไม่เป็นไร... สะเหร่อกว่านี้ก็เจอมาแล้ว... ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบสถานีคาวากุจิโคะนั่นแหละค่า

หลังจากอิ่มท้องก็ออกเดินทางกันต่อ และเมื่อมาถึงซันนี่เดย์ก็...

อ๊ะอ๊าง...

ภูเขาไฟฟูจิลูกหญ่ายยยย ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ขอบคุณคุณพนักงานขับรถบัสคนนั้นมากเลยค่า เสียอย่างเดียวมันครึ้มฟ้าครึ้มฝนอ่ะ ไม่งั้นจะได้เห็นลูกบ๊ะเห้งเต็มๆ ตากว่านี้

อย่าคาดหวังจนเกินไปค่ะ เพราะแถวๆ นั้นน่ะ นอกจากทะเลสาบ ฟุจิซัน และต้นซากุระไม่กี่ต้นแล้ว... มันแทบจะไม่มีอะไรเลย...

ถ่ายคู่กับซากุระซะหน่อย

เดินต่อไปอีกนิด ได้ต้นหลิวเป็นนางแบบรับเชิญ

ภาพรวมๆ ของบริเวณนั้นค่ะ อุตริถ่ายหลังต้นไม้ใหญ่อีกที

บริเวณรอบๆ ซันนีเดย์

(แต่ละรูป... ต้องเพ่งหาฟุจิซันหน่อยนะคะ วันนั้นเดี๊ยนลืมจุดธูปเรียกก็เลยโผล่มาแค่นี้ TT^TT)

หลังจากถ่ายรูปกันได้ที่ ก็จรลีกลับโตเกียว พี่สาวเดี๊ยนบรรลุเป้าหมายแล้ว สบายใจไกด์เถื่อนคนนี้จริงๆ เหอๆๆ

หลังจากนั้น เดี๊ยนกับหลานสาวก็ไปตะลุยฮาราจุกุกันต่อ ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่เดินเล่นช็อปเครื่องสำอางและอุปกรณ์กอล์ฟไปที่ชินจุกุนั่นแหละค่า... แหม ก็วันต่อมาจะกลับเมืองไทยแล้วงิ

จบการบอกเล่าเก้าวันในญี่ปุ่นแต่เพียงเท่านี้ค่า

แถม...

น้องทัมโปะโปะ (แดนดิไลออน)

ดอกไรไม่รู้ น่ารักดีเลยถ่ายมา

ซากุระ... ถ่ายเรื่อยเปื่อยจริงๆ ตรู เหอๆๆๆ

 

Comment

Comment:

Tweet

ปุ๊กไปก็เจอคะ แต่คิดว่าเรามาปฏิบัติธรรมจริง ๆ
ประกอบกับศรัทธาหลวงพ่อด้วยนะคะ surprised smile

แต่สถานที่ไม่สำคัญหรอกเนอะว่าไหมคะ เราสะดวกที่ไหนก็ไป ที่ไหนใกล้ ๆ เราก็ไปเพราะทุกคำสอนก็สอนให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีสติ double wink

ขอบคุณสำหรับ comment นะคะ

#7 By on 2008-05-08 17:13

ส.ว.รึ?
น่าไปม้ากมากคะ อยากไปจังเลย question

ท่าทางบ้านเมืองเขาน่าอยู่นะคะ double wink

#5 By on 2008-05-08 13:24

หาฟูจิไม่เจออ่าาาsad smile sad smile

#4 By (^_^)/nana on 2008-05-08 09:41

งั้นตั้งชื่อให้ใหม่ว่า...หอยนางพลับ...อุ่ยsad smile

รสชาติคงพิลึกดีนะคะ...open-mounthed smile

ตั้งแต่อ่านมา คิดไว้อย่างเเรกเลยว่า ถ้า(มีบุญ)ไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่ มีหวังหลงกระหน่ำกู่ไม่กลับแน่ ดูท่าทางพวกรถโดยสารจะไปยากเหลือเกินง่ะ....

รถไฟหะหะเหาะ...

#3 By หะหลิวส์ on 2008-05-06 22:01

อ้าว เรานึกว่าจะมี 9 ตอน (ตามวัน ฮี่)
คราวหลังตอนไปเอาธูปไปเข้าเครื่องตรวจด้วย (ไม่ได้ไปจุดเรียกฟูจิซัน แต่จุดเซ่น ตม. - -...)

#2 By W★G on 2008-05-06 21:34

OMG อัพไวจริงๆ!!
จากหอยนางรมกลายเป็นลูกพลับ..sad smile
อนิจจัง..

#1 By greateve2b on 2008-05-06 21:11